วันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2552

มาทดสอบEQกันดีกว่า

แบบทดสอบ EQ

1. แฟนคุณลืมวันเกิดคุณ แม้แต่โทรศัพท์ก็ไม่โทรมาคุณจึง...
  • A.ไม่สนใจเพราะเขามักลืมนั่นลืมนี่อยู่เสมอ
  • B.เสียใจแต่ไม่แสดงให้เขารู้
  • C.นินทาเขาให้เพื่อนคุณฟังว่าไร้น้ำใจ

2. เพื่อนบอกคุณว่าชุดใหม่ที่คุณใส่อยู่ดูไม่ได้เลย คุณรู้สึก...
  • A.ไม่เป็นไรเพราะคุณก็ไม่ชอบรสนิยมเขาเช่นกัน
  • B.เสียใจ แต่ก็เคารพความเห็นของเขา
  • C. โกรธ นึกว่าเขาอิจฉาคุณ

3.คุณกำลังจะออกไปพบแฟนตามนัดแต่เพื่อนกลับพรวดพราดมาขอความช่วยเหลือเรื่องด่วน....
  • A. ตอบตกลงแล้วขอเลื่อนนัดแฟน
  • B. แสดงให้เพื่อนเห็นว่าคงช่วยไม่ได้แล้วหาคนอื่นมาช่วยแทน
  • C. บอกอย่างเหลืออดว่าช่วยไม่ได้จริงๆ

4. คุณเคยปล่อยให้ตัวเองร้องไห้ฟูมฟายไหม ?
  • A. ไม่เคย
  • B. บางครั้ง
  • C. บ่อยครั้ง

5. ผลงานของเพื่อนร่วมงานดีกว่าคุณ คุณจึง...
  • A. ยุติธรรมดีแล้ว เพราะเขาทุ่มเทมากกว่า
  • B. เลียนแบบเขาบ้าง
  • C. โทษว่าเจ้านายไม่ยุติธรรม

6.เพื่อนนำเรื่องที่คุณนินทาคนอื่นไปเปิดเผยคุณจึง...
  • A. แกล้งทำเป็นไม่สนใจ
  • B. รู้สึกลำบากใจ เพราะคุณเถียงใครไม่เป็น
  • C. อยากฆ่าเจ้าเพื่อนปากเสียคนนั้นจัง

7. ผลงานของคุณไม่ดีตามที่เพื่อนร่วมงานคาดหวังคุณจึง.....
  • A. โทษคนอื่นว่าไม่ให้ความร่วมมือ
  • B.รู้สึกเสียใจแต่ก็ยอมรับคำปลอบใจจากเพื่อนร่วมงาน
  • C. คิดว่าบริษัทนี้ไม่เหมาะกับคุณ

8.เพื่อนยืมชุดคุณไปใส่แล้วทำขาด คุณจึง....
  • A. ไม่สนใจคำขอโทษของเพื่อนค่อยๆ ถอยห่างจากเขา
  • B. ต้องการให้เขาซื้อชุดใหม่ชดเชยให้
  • C. ต่อว่าเสียงดัง ว่าให้ยืมแล้วยังทำขาดอีก

มาดูผลกันดีกว่า

  • ข้อ A ได้ข้อละ 1 คะแนน
  • ข้อ B ได้ข้อละ 2 คะแนน
  • ข้อ C ได้ข้อละ 3 คะแนน

ได้ 19 - 24 คะแนนขาดวุฒิภาวะทางอารมณ์และเหตุผล ชีวิตคุณจึงสับสนขาดควมมั่นใจถ้าคุณให้ความสำคัญกับปฏิกิริยาของคนอื่นมากไปย่อมทำให้อารมณ์ไม่มั่นคงเพราะคุณต้องคอยเอาอกเอาใจทำเพื่อผู้อื่นตลอดฝึกควบคุมอารมณ์ตนเองให้ดีแล้วคนอื่นจะชอบคุณเอง

ได้ 13 - 18 คะแนนเป็นคนมี EQ สูง รู้จักแสดงอารมณ์ความรู้สึกอย่ างเหมาะสมไม่ทำให้คนรอบข้างหรือผู้ใกล้ชิดหงุดหงิดกับคุณเมื่อพบเรื่องไม่สบอารมณ์รู้จักจัดการด้วยตัวเองได้

ได้ 8 - 12 คะแนนเป็นคนเย็นชาเกินไปคุณไม่ชอบแสดงอารมณ์ความรู้สึกออกมาโดยตรงผลจากอารมณืที่เก็บกดสะท้อนออกทาร่างกาย เช่นปวดศรีษะ โรคกระเพาะคุณควรค่อยๆ ผ่อนคลายจิตใจจะแก้ความเย็นชาที่มีต่อคนอื่นได้ลองหัดแสดงความรู้สึกในเรื่องเล็กๆน้อยๆจากนั้นค่อยหัดออกความเห็นในเรื่องที่ใหญ่ขึ้นเชื่อแน่ว่าเพื่อนคุณต้องยินดีในความเปลี่ยนแปลงของคุณ

ที่มาhttp://fwmail.teenee.com/

แบบทดสอบหลังเรียนการอ่านจับใจความสำคัญ

แบบทดสอบหลังเรียน เรื่อง การอ่านจับใจความ

๑) "แม่งัด คือ สายธารน้ำสาขาสำคัญของแม่ปิงสายหนึ่ง ซึ่งต้นน้ำเกิดจากเทือกเขาสูงในเขตอำเภอพร้าวติดต่อกับอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ เริ่มแรกแม่งัดไหลจากเหนือลงใต้ แล้วจึงไหลหักไปทางทิศตะวันตกลงสู่แม่น้ำปิงที่บริเวณบ้านช่อแล อำเภอแม่แตง รวมระยะทางยาวไกล ๙๒ กิโลเมตร ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๙ ได้เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ขึ้นในลำน้ำแม่งัด ท้องที่ตำบลอินทนิลและตำบลช่อแล น้ำได้พัดพาทำลายฝายแม่งัดจนเสียหายใช้การไม่ได้ ชาวบ้านจึงขอให้ทางราชการซ่อมแซมฝายแม่งัดให้ใหม่ กรมชลประทานจึงมาสำรวจเพื่อซ่อมแซมให้ใหม่ แต่ในระหว่างนั้นเองชาวบ้านในตำบลช่อแล ตำบลบ้านเป้าและตำบลแม่หอพระ ซึ่งล้วนแล้วแต่อยู่ในเขตอำเภอแม่แตงทั้งสิ้น ได้ขอร้องให้กรมชลประทานสร้างฝายแม่งัดใหม่พร้อมทั้งขุดคลองส่งน้ำทั้งสองฝั่งแม่งัด เพื่อส่งให้พื้นที่เพาะปลูกในเขต ๓ ตำบลดังกล่าว" ข้อใดเป็นสารที่สำคัญที่สุดในบทอ่านข้างบนนี้
ก. แม่งัดคือสายธารน้ำสาขาหนึ่งของแม่ปิง
ข. เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ขึ้นในลำน้ำแม่งัด
ค. ควรสร้างหรือซ่อมแซมฝายแม่งัดที่เสียหายขึ้นใหม่
ง. ชาวบ้านต้องการให้ทางการขุดคลองส่งน้ำทั้งสองฝั่งแม่งัด

๒) "การแข่งขันเรือยาวเท่าที่ทราบปรากฏว่ามีมาแต่ครั้งโบราณกาลแล้ว และเป็นประเพณีพื้นบ้านอย่างหนึ่งในการดำเนินชีวิตของคนไทยที่อยู่ใกล้ชิดกับแม่น้ำลำคลองมาตลอด โดยเริ่มมีมาตั้งแต่ในสมัยแผ่นดินสมเด็จพระเอกาทศรถแห่งกรุงศรีอยุธยา แล้วสืบทอดต่อมาในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์จนถึงยุคปัจจุบัน ที่มักจะจัดให้มีการแข่งขันกันเพื่อความสนุกสนานสามัคคีในหน้าเทศกาลออกพรรษาหรือฤดูน้ำหลากและในงานบุญกุศลต่างๆ เช่น งานทอดกฐิน เป็นต้น"
ก. การแข่งเรือในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี
ข. การแข่งเรือในเทศกาลออกพรรษาหรือฤดูน้ำหลาก
ค. วิถีชีวิตของคนไทยที่อยู่ใกล้ชิดกับแม่น้ำลำคลอง
ง. ประเพณีการแข่งเรือที่สืบทอดมาแต่บรรพบุรุษ

การอ่านจับใจความสำคัญ


ความสำคัญการอ่านจับใจความ


ความสำคัญ คือ ความคิดสำคัญอันเป็นแก่นหรือหัวใจของเรื่อง ที่ผู้เขียนมุ่งสื่อมาให้ผู้อ่าน ซึ่งอาจเป็นข้อเท็จจริงและความคิดเห็น หรืออย่างใดอย่างหนึ่ง ผู้อ่านจำเป็นต้องมีทักษะการอ่านจับใจความเป็นทักษะเบื้องต้น เพื่อให้รับสารที่ผู้เขียนมุ่งสื่อมาให้ได้อย่างรวดเร็วและถูกต้องตรงประเด็น

ประโยคใจความสำคัญ


การอ่านไม่ได้เป็นเพียงการรู้จักตัวอักษรและวิธีอ่าน แต่ผู้อ่านยังต้องเข้าใจความหมายที่ผู้เขียนมุ่งสื่อมาให้ด้วย ผู้อ่านต้องจับสาระและความคิดสำคัญของเรื่อง หยั่งรู้ความหมายอันแท้จริงที่ซ่อนอยู่ในถ้อยคำได้

ลักษณะของใจความสำคัญ


ใจความสำคัญ มีลักษณะที่สังเกตได้ ดังนี้ ๑. ใจความสำคัญเป็นส่วนสำคัญที่ผู้เขียนมุ่งเน้นมากที่สุด เพราะถือเป็นแก่นของข้อความ ส่วนอื่นๆ ถือว่าเป็นส่วนขยาย เช่น คำอธิบาย คำถามและเหตุผล ๒. ใจความสำคัญอาจปรากฎให้เห็นเป็นประโยคชัดเจน หรืออาจไม่ปรากฎให้เห็นชัดเจน ผู้อ่านต้องประมวลความคิดเอง

ทดสอบก่อนเรียนการอ่านจับใจความสำคัญ

แบบทดสอบก่อนเรียน เรื่อง การอ่านจับใจความ

๑) "สินค้าจากผู้คนในเมืองภูเขามักเป็นของป่าและผลิตผลจากของป่าทั้งหลาย เช่น สีเสียด ไม้ฝางและหนังสัตว์ที่ส่งลงไปเป็นสินค้าออกสำคัญที่ตลาดกรุงศรีอยุธยา เป็นที่รู้กันในหมู่พ่อค้าชาวกรุงศรีอยุธยาว่าหนังกวางดีและราคาถูกนั้นต้องขึ้นมาหาที่เชียงใหม่ ในขณะที่พ่อค้าทางเชียงใหม่รับซื้อหม้อทองเหลืองฝีมือช่างยูนนานที่ส่งขายโดยพวกพ่อค้าชาวจีนฮ่อที่ขายส่งต่อต่อกันมาเป็นทอดๆ จากแถบเชียงแสน เชียงรายไปลำพูนไปเชียงใหม่ที่สุดขายของป่าหมด พ่อค้าจากเมืองในภูเขาที่จะซื้อสินค้าพวกเครื่องอุปโภคบริโภค เช่น ข้าวและเกลือ รวมทั้งสินค้าฟุ่มเฟือยอื่นๆ อย่างพวกผ้าและกระจกส่องหน้ากลับไป" ข้อใดเป็นสารที่สำคัญที่สุดในบทอ่านข้างบนนี้

ก. การค้าภายในและนอกเมือง
ข. การค้าศรีอยุธยานำมาขายขายระหว่างบนภูเขากับชาวกรุงศรีอยุธยา
ค. ผลิตผลของป่าที่คนภูเขานำมาขายเป็นสินค้าออกที่สำคัญ
ง. ผลิตผลของคนเมืองที่พ่อค้าชาวกรุง

๒) "เราคงเคยเห็นธรรมชาติของฟ้าสลวยยามฝนตั้งเค้าเต็มไปด้วยพยับเมฆฝนท้องฟ้าดูหม่อนหมองมืดครึ้ม กลุ่มเมฆฝนสีดำอ่อนและสีเทาบางและเทาหนาพัดผ่านโปรยปลิวเคลื่อนไปบนท้องฟ้า บางคราวก็มองเห็นว่าสวยงามในทัศนะหนึ่ง บางคราวก็มีฝนตกลงมาอย่างมากมาย เมื่อฝนตกแล้ว ท้องฟ้ากลับแจ่มใสและมีรุ้งกินน้ำเกิดขึ้นเป็นรังสี ๗ สีสวยงาม โค้งตัดขอบฟ้าในทางตรงข้ามกับทิศที่ดวงอาทิตย์กำลังฉายแสงอยู่" ข้อใดเป็นสารที่สำคัญที่สุดในบทอ่านข้างบนนี้

ก. สิ่งที่เห็นได้ตามธรรมชาติ
ข. กลุ่มเมฆฝนบนท้องฟ้า
ค. ท้องฟ้าย่อมแจ่มใสหลังเมฆฝน
ง. ปรากฏการณ์ของรุ้งกินน้ำ

วันเสาร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

เทคโนโลยีทางการศึกษา

เทคโนโลยีการศึกษา
แนวความคิดพื้นฐานเกี่ยวกับเทคโนโลยีทางการศึกษา
การทำงานโดยการนำเทคโนโลยีมาใช้นั้น เป็นการทำงานโดยการนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการทำงานนั้นๆให้มีผลดีมากยิ่งขึ้นการนำเอาเทคโนโลยีมาใช้นั้น ก็ต้องแตกต่างกันไปตามลักษณะของงานแต่ละอย่าง ซึ่งการนำเอาเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในงานด้านใด ก็จะเรียกว่าเทคโนโลยีด้านนั้นๆ เช่น ถ้านำมาใช้ทางด้านการแพทย์ ก็จะเรียกว่า เทคโนโลยีทางการแพทย์ ถ้านำมาใช้ทางด้านการเกษตร ก็จะเรียกว่า เทคโนโลยีทางการเกษตร ถ้านำมาใช้ทางด้านวิศวกรรม ก็จะเรียกว่า เทคโนโลยีทางวิศวกรรม ถ้านำมาใช้ทางด้านการศึกษา ก็จะเรียกว่า เทคโนโลยีทางการศึกษา เป็นต้น ซึ่งจะเห็นว่า เมื่อมีการใช้เทคโนโลยีในด้านใดก็จะเรียกเทคโนโลยีด้านนั้น เมื่อมีการนำเอาเทคโนโลยีมาใช้ในการทำงานในส่วนต่างๆของวงการศึกษา การที่จะศึกษาถึง องค์ประกอบต่างๆในเทคโนโลยีการศึกษา จึงจำเป็นต้อง ทราบความหมายของคำต่างๆเหล่านี้ให้เข้าใจอย่างชัดเจนเสียก่อน รวมถึงพัฒนาการระยะต่างๆของเทคโนโลยีการศึกษา เพื่อเป็นการศึกษาถึงความเจริญ ก้าวหน้าทางด้านนี้ทั้งในด้านวัสดุ อุปกรณ์ และวิธีการ รวมถึงความสำคัญและบทบาทของเทคโนโลยี การศึกษา
ความหมายของเทคโนโลยี
เมื่อเอ่ยถึงเทคโนโลยี คนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงสิ่งที่เกี่ยวกับเครื่องมือหรืออุปกรณ์ใหม่ๆ ที่ทันสมัย มีราคาแพง มีระบบการทำงานที่ยุ่งยากซับซ้อนซึ่งเมื่อนำมาใช้แล้วสามารถช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพดีขึ้นและประสิทธิผลสูงขึ้น รวมทั้งประหยัดเวลาและแรงงานอีกด้วย อย่างไร ก็ตาม “เทคโนโลยี” เป็นคำที่มาจากภาษาลาติน และภาษากรีก คือ ภาษาลาติน Texere : การสาน (to weare) : การสร้าง (to construct) ภาษากรีก Technologia : การกระทำอย่างมีระบบ (Systematic Treatment) เทคโนโลยีมิได้มีความหมายเฉพาะการใช้เครื่องจักรกลอย่างเดียวเท่านั้นแต่ยังรวมไปถึงการปฏิบัติหรือดำเนินการใด ๆ ที่ใช้ความรู้ วิธีการ หรือเทคนิคทางวิทยาศาสตร์เพื่อช่วยให้การดำเนินการต่าง ๆ บรรลุผล พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ได้ให้ความหมายของเทคโนโลยีว่า หมายถึง วิทยาการที่เกี่ยวกับศิลปะ ในการนำเอาวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในทางปฏิบัติและอุตสาหกรรม
ลักษณะของเทคโนโลยีสามารถจำแนกออกได้เป็น 3 ลักษณะ คือ (Heinich , Molenda and Russell. 1993 : 449)
1.เทคโนโลยีในลักษณะของกระบวนการ ( process) เป็นการใช้อย่างเป็นระบบของวิธีการทางวิทยาศาสตร์หรือความรู้ต่างๆที่ได้รวบรวมไว้ เพื่อนำไปสู่ผลในทางปฏิบัติ โดยเชื่อว่าเป็นกระบวนการที่เชื่อถือได้และนำไปสู่การแก้ปัญหาต่าง ๆ
2.เทคโนโลยีในลักษณะของผลผลิต (product) หมายถึง วัสดุและอุปกรณ์ที่เป็นผลมาจากการใช้กระบวนการทางเทคโนโลยี
3.เทคโนโลยีในลักษณะผสมของกระบวนการและผลผลิต (process and product) เช่น ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งมีการทำงานเป็นปฏิสัมพันธ์ระหว่างตัวเครื่องกับโปรแกรม
สารานุกรมเอ็นคาร์ทา (Encarta 1999) ได้ให้ที่มาและความหมายของคำว่า เทคโนโลยี (Technology) ไว้ว่า Technology เป็นคำที่มาจากภาษากรีก 2 คำรวมกัน คือ Tekhne หมายถึง ศิลป หรืองานช่างฝีมือ (art of craft) และ logia หมายถึง สาขาวิชาของการศึกษา (art of study) ดังนั้นถ้าจะแปลตามตัวแล้ว เทคโนโลยี จึงหมายถึง การศึกษาหรือศาสตร์ของงานช่างฝีมือ
พจนานุกรมเว็บสเทอร์ (Websters 1994) ได้ให้ความหมายของคำว่า เทคโนโลยี ไว้ดังนี้ 1) ก. การใช้ทางวิทยาศาสร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อวัตถุประสงค์ทางด้านอุตสาหกรรมและพานิชกรรม ข. องค์รวมทั้งหมดของวิธีการและวัสดุที่ใช้เพื่อบรรลุตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ 2) องค์ความรู้ที่มีอยู่ในอารยธรรมเพื่อใช้ในการเพิ่มพูน ฝึกหัดด้านศิลปะและทักษะความชำนาญ เพื่อให้ได้มาซึ่งวัสดุ
บราวน์ (Brown) กล่าวว่า เทคโนโลยีเป็นการนำวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ให้บังเกิดผลประโยชน์
เดล (Dale 1969) ให้ความหมายว่า เทคโนโลยีประกอบด้วยผลรวมของการทดลอง เครื่องมือ และกระบวนการ ซึ่งสิ่งทั้งหลายเหล่านี้เกิดจากการเรียนรู้ ทดลอง และได้รับการปรับปรุงแก้ไขมาแล้ว
กัลเบรท (Galbraith 1967) ได้ให้ความหมายของคำว่า เทคโนโลยี ไว้ดังนี้คือ เทคโนโลยีเป็นการใช้อย่างเป็นระบบของวิธีการทางวิทยาศาสตร์หรือความรู้ต่างๆที่รวบรวมไว้มาใช้อย่างเป็นระบบเพื่อนำไปสู่ผลในทางปฏิบัติ ส่วนนักการศึกษาของไทยได้ให้ความหมายของเทคโนโลยีดังนี้
ครรชิต มาลัยวงศ์ (2539) ได้ให้รายละเอียดของคำว่าเทคโนโลยีหมายถึง
1. องค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ประยุกต์
2. การประยุกต์วิทยาศาสตร์
3. วัสดุ เครื่องยนต์กลไก เครื่องมือ
4. กรรมวิธี และวิธีดำเนินงานที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ประยุกต์
5. ศิลปะ และทักษะในการจำแนกและรวบรวมวัสดุ
กล่าวอีกนัยหนึ่ง เทคโนโลยี หมายถึง ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับการผลิต การสร้าง และการใช้สิ่งของ กระบวนการ หรืออุปกรณ์ที่ไม่ได้มีในธรรมชาตินั่นเอง
สุพิทย์ กาญจนพันธุ์ (2541) หมายถึงวิธีการอย่างมีระบบในการวางแผน การประยุกต์ใช้ และการประเมินกระบวนการเรียนการสอนทั้งระบบ โดยให้ความสำคัญต่อทั้งด้านเครื่องมือ ทรัพยากรมนุษย์ และ ปฏิสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นระหว่างมนุษย์กับเครื่องมือ เพื่อจะได้รูปแบบการศึกษาที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ในความหมายนี้ เทคโนโลยีการศึกษาใช้การวิเคราะห์ระบบเป็นเครื่องมือในการดำเนินงาน
เสาวนีย์ สิกขาบัณฑิต (2528) กล่าวไว้ว่า เทคโนโลยีคือวิธีการหรือเทคนิคทางวิทยาศาสตร์ที่ใช้ในการดำเนินการต่างๆเพื่อให้บรรลุผล และจากความหมายดังกล่าวข้างต้นพอจะสรุปได้ว่า
เทคโนโลยี เป็นการนำเอาแนวความคิด หลักการ เทคนิค ความรู้ ระเบียบวิธี กระบวนการ ตลอดจนผลผลิตทางวิทยาศาสตร์ทั้งในด้านสิ่งประดิษฐ์และวิธีปฏิบัติมาประยุกต์ใช้ในระบบงานเพื่อช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการทำงานให้ดียิ่งขึ้นและเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลของงานให้มีมากยิ่งขึ้น
การนำเทคโนโลยีมาใช้กับงานในสาขาใดสาขาหนึ่งนั้น เทคโนโลยีจะมีส่วนช่วยสำคัญ 3 ประการ และถือเป็นเกณฑ์ในการพิจารณานำเทคโนโลยีมาใช้ด้วย (ก่อ สวัสดิพาณิชย์ 2517 : 84) คือ
1. ประสิทธิภาพ ( Efficiency ) เทคโนโลยีจะช่วยให้การทำงานบรรลุผลตามเป้าหมายได้อย่างเที่ยงตรงและรวดเร็ว
2. ประสิทธิผล ( Productivity ) เป็นการทำงานเพื่อให้ได้ผลผลิตออกมาอย่างเต็มที่มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เพื่อให้ได้ประสิทธิผลสูงสุด
3. ประหยัด ( Economy ) เป็นการประหยัดทั้งเวลาและแรงงานในการทำงานด้วยการลงทุนน้อยแต่ได้ผลมากกว่าที่ลงทุนไป
เทคโนโลยีการศึกษา ในปัจจุบันการดำเนินกิจการงานด้านต่าง ๆ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพจะใช้เทคโนโลยีเข้าไปช่วยเป็นส่วนใหญ่ เทคโนโลยีจึงมีความเกี่ยวข้องกับระบบงานด้านต่าง ๆทุกแขนง ถ้านำไปใช้แก้ปัญหาในแขนงใด จะเรียกเทคโนโลยีในด้านนั้น เช่น เทคโนโลยีทางการแพทย์ เทคโนโลยีทางการเกษตร เทคโนโลยีทางการอุตสาหกรรม เป็นต้น ในวงการศึกษาก็เช่นเดียวกัน มีปัญหาต่าง ๆ มากมายที่จะต้องปรับปรุงแก้ไขจึงเกิดเทคโนโลยีทางการศึกษาขึ้น
นักการศึกษาและสถาบันที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาต่างๆได้ให้ความหมายของคำเทคโนโลยีการศึกษาไว้ดังนี้
กู๊ด (Good 1973) ได้ให้ความหมายไว้ว่า เทคโนโลยีการศึกษา คือ การนำหลักการทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้เพื่อการออกแบบและส่งเสริมระบบการเรียนการสอนโดยเน้นที่วัตถุประส่งค์ทางการศึกษาที่สามารถวัดได้อย่างถูกต้องแน่นอน มีการยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางการเรียนมากกว่ายึดเนื้อหาวิชา มีการใช้การศึกษาเชิงปฏิบัติโดยผ่านการวิเคราะห์และการใช้โสตทัศนูปกรณ์ รวมถึงเทคนิคการสอนโดยใช้อุปกรณ์ต่างๆ เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ สื่อการสอนต่างๆในลักษณะของสื่อประสม และการศึกษาด้วยตนเอง
วิจิตร ศรีสะอ้าน (2517) ได้ให้ความหมายว่า เทคโนโลยีการศึกษานั้นเป็นการประยุกต์เอาเทคนิค วิธีการ แนวความคิด อุปกรณ์และเครื่องมือใหม่ๆมาใช้เพื่อช่วยแก้ปัญหาทางการศึกษา ทั้งในด้านการขยายงานและด้านการปรับปรุงคุณภาพของการเรียนการสอนตามนัยนี้เทคโนโลยีการศึกษาจึงครอบคลุมเรื่องต่างๆ 3 ด้าน คือ การนำเอาเครื่องมือใหม่ๆมาใช้ในการเรียนการสอน การผลิตวัสดุการสอนแนวใหม่ รวมถึงการใช้เทคนิคและวิธีการใหม่ๆ
กาเยและบริกส์ (Gagne and Briggs 1974) ได้ให้ความหมายไว้ว่า เทคโนโลยีการศึกษานั้นพัฒนามาจากการออกแบบการเรียนการสอนในรูปแบบต่างๆโดยรวมถึง
1. ความสนใจในเรื่องความแตกต่างๆระหว่างบุคคลในเรื่องของการเรียนรู้ เช่น บทเรียนแบบโปรแกรม และบทเรียนการสอนโดยใช้คอมพิวเตอร์ช่วย เป็นต้น
2. ด้านพฤติกรรมศาสตร์และทฤษฎีการเรียนรู้ เช่น ทฤษฎีการเสริมแรงของบี.เอฟ สกินเนอร์ (B.F Skinner)
3. เทคโนโลยีด้านวิทยาศาสตร์กายภาพ เช่น โสตทัศนูปกรณ์ประเภทต่างๆ รวมถึงสื่อสิ่งพิมพ์ด้วย
โคลี, แครดเลอร์, และ เอ็นเจล (Coley, Cradler, and Engel 1996) ได้ให้ความหมายของเทคโนโลยีการศึกษาไว้ว่า ในความหมายกว้างๆแล้ว เทคโนโลยีการศึกษาจะเป็นคำซึ่งรวมถึงทรัพยากรใดๆก็ตามที่ใช้ในการให้การศึกษาแก่ผู้เรียน โดยอาจรวมถึงวิธีการ เครื่องมือ หรือกระบวนการ หากเป็นในเชิงปฏิบัติแล้ว คำนี้จะใช้ในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งหมายถึงการใช้เทคโนโลยีต่างๆ เช่น ฟิล์มสทริป เครื่องฉาย สไลด์ เทปเสียง โทรทัศน์ และห้องปฏิบัติการทางภาษา เมื่อมีการนำเอาคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลมาใช้ในช่วงปีพ.ศ. 2523 – 2532 (ทศวรรษ 1980s) จึงเป็นยุคของการใช้คอมพิวเตอร์เป็นฐานในการเรียนรู้ และในปัจจุบันจะเป็นการใช้เทคโนโลยีการสื่อสารควบคู่กับคอมพิวเตอร์
จึงสรุปได้ว่า เทคโนโลยีทางการศึกษา หมายถึง การนำความรู้ แนวคิด กระบวนการและผลผลิตทางวิทยาศาสตร์มาใช้ร่วมกันอย่างมีระบบ เพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาการศึกษาให้ก้าวหน้าไปอย่างมีประสิทธิภาพ เทคโนโลยีเพื่อการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542
สถาบันเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาแห่งชาติได้ให้ความหมายของการศึกษา และเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ตามแนวทางของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 หมวด 9 เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ดังนี้ (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ 2543 : 3-6)
มาตรา 63 รัฐต้องจัดสรรคลื่นความถี่ สื่อตัวนำและโครงสร้างพื้นฐานอื่นที่จำเป็นต่อการส่งวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ วิทยุโทรคมนาคม และการสื่อสารในรูปอื่น เพื่อใช้ประโยชน์สำหรับการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ การศึกษาตามอัธยาศัย การทะนุบำรุงศาสนา ศิลปและวัฒนธรรมตามความ จำเป็น
มาตรา 64 รัฐต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการผลิต และพัฒนาแบบเรียน ตำราหนังสือทาง วิชาการ สื่อสิ่งพิมพ์ วัสดุอุปกรณ์และเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาอื่น โดยเร่งรัดพัฒนาขีดความสามารถในการผลิต จัดให้มีเงินสนับสนุนการผลิตและมีการให้แรงจูงใจแก่ผู้ผลิตและพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ทั้งนี้ โดยเปิดให้มีการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม
มาตรา 65 ให้มีการพัฒนาบุคลากรทั้งด้านผู้ผลิต และผู้ใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา เพื่อให้มีความรู้ ความสามารถ และทักษะในการผลิต รวมทั้งการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม มีคุณภาพ และประสิทธิภาพ
มาตรา 66 ผู้เรียนมีสิทธิได้รับการพัฒนาขีดความสามารถ ในการใช้ เทคโนโลยีเพื่อการศึกษาในโอกาสแรกที่ทำได้เพื่อให้มีความรู้และทักษะเพียงพอที่จะใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษาในการแสวงหาความรู้ด้วยตนเองได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต
มาตรา 67 รัฐต้องส่งเสริมให้มีการวิจัยและพัฒนาการผลิต และพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา รวมทั้งการติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลการใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา เพื่อให้เกิดการใช้ที่คุ้มค่าและเหมาะสมกับกระบวนการเรียนรู้ของคนไทย
มาตรา 68 ให้มีการระดมทุน เพื่อจัดตั้งกองทุนพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาจากเงินอุดหนุนของรัฐ ค่าสัมปทาน และผลกำไรที่ได้จาการดำเนินกิจการด้านสื่อมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศ และโทรคมนาคมจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรประชาชน รวมทั้งให้มีการลดอัตราค่าบริการเป็นพิเศษ ในการใช้เทคโนโลยีดังกล่าวเพื่อการพัฒนาคนและสังคม
หลักเกณฑ์และวิธีการจัดสรรเงินกองทุนเพื่อการผลิต การวิจัยและการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
มาตรา 69 จัดให้มีหน่วยงานกลางทำหน้าที่พิจารณาเสนอนโยบาย แผนส่งเสริม และประสานการวิจัย การพัฒนาและการใช้ รวมทั้งการประเมินคุณภาพและประสิทธิภาพของการผลิตและการใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา
เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ตามนัยของหมวด 9
การศึกษา หมายความว่า กระบวนการเรียนรู้เพื่อความเจริญงอกงามของบุคคลและสังคม โดยการถ่ายทอดความรู้สึก การฝึก การอบรม การสืบสานทางวัฒนธรรม การสร้างจรรโลงความก้าวหน้าทางวิชาการ การสร้างองค์ความรู้อันเกิดจากสภาพแวดล้อม สังคมการเรียนรู้และปัจจัยเกื้อหนุนให้บุคคลเรียนรู้อย่าง ต่อเนื่องตลอดชีวิต
เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา เป็นระบบการประยุกต์ผลิตผลทางวิทยาศาสตร์ และวิศวกรรม ผสมผสานกับหลักทางสังคมวิทยา และมานุษยวิทยา มาใช้ในการศึกษาเพื่อการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต โดยครอบคลุมการจัดและออกแบบระบบพฤติกรรม เทคนิควิธีการ การสื่อสาร การจัดสภาพแวดล้อม การจัดการเรียนการสอน และการประเมิน
เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ในที่นี้จะมีความหมายครอบคลุมการผลิต การใช้การพัฒนาสื่อสารมวลชน (ได้แก่ สื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์) เทคโนโลยีสารสนเทศ ( คอมพิวเตอร์ อินเตอร์เน็ต มัลติมีเดีย) และโทรคมนาคม (โทรศัพท์ เครือข่ายโทรคมนาคม การสื่อสารอื่น ๆ) เพื่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ได้ตามความต้องการของผู้เรียนในทุกเวลาและสถานที่
เทคโนโลยีทางการสอน
เทคโนโลยีทางการสอน เป็นการนำเอาสื่อประเภทต่าง ๆ เทคนิค วิธีการ วิธีระบบ เพื่อการออกแบบการสอน และหลักการด้านจิตวิทยา สังคมศาสตร์และวิทยาศาสตร์กายภาพ รวมถึงการสื่อสารของมนุษย์มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนการสอน
 นวัตกรรมการศึกษา
นวัตกรรม เป็นศัพท์บัญญัติของคณะกรรมการพิจารณาศัพท์วิชาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งแต่เดิมใช้คำว่า นวกรรม เป็นคำมาจากภาษาอังกฤษว่า Innovation แปลว่า การทำสิ่งใหม่ๆ หรือสิ่งใหม่ที่ทำขึ้นมา คำว่า นวกรรม มาจากคำบาลีสันสฤต คือ นว หมายถึง ใหม่ และกรรม หมายถึง ความคิด การปฏิบัติ
นวัตกรรม (Innovation) หมายถึง ความคิดและการกระทำใหม่ ๆ ที่นำมาใช้ในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น
นวัตกรรมทางการศึกษา หมายถึง ความคิดและวิธีการปฏิบัติใหม่ ๆ ที่ส่งเสริมให้กระบวนการทางการศึกษามีประสิทธิภาพ
ข้อสังเกตเกี่ยวกับสิ่งที่ถือว่าเป็นนวัตกรรม
1. เป็นความคิดและกระบวนการกระทำใหม่ทั้งหมดหรือปรับปรุงดัดแปลงจากที่เคยมีมาก่อนแล้ว
2. ความคิดหรือการกระทำนั้นมีการพิสูจน์ด้วยการวิจัยและช่วยให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพสูงขึ้น
3.มีการนำวิธีระบบมาใช้อย่างชัดเจนโดยพิจารณาองค์ประกอบทั้ง 3 ส่วน คือ ข้อมูล กระบวนการ และผลลัพธ์
4. ยังไม่เป็นส่วนหนึ่งของระบบงานในปัจจุบัน
แนวคิดพื้นฐานที่ก่อให้เกิดนวัตกรรมการศึกษา
แนวความคิดพื้นฐานทางการศึกษาที่เปลี่ยนแปลงไปมีผลทำให้เกิดนวัตกรรมการศึกษาขึ้นหลายรูปแบบด้วยกัน แนวความคิดพื้นฐานทางการศึกษาที่สำคัญพอสรุปได้ 4 ประการคือ
1. ความแตกต่างระหว่างบุคคล (Individual Different) ได้ก่อให้เกิดนวัตกรรม ได้แก่
· โรงเรียนไม่แบ่งชั้น
· บทเรียนสำเร็จรูป
· การสอนเป็นคณะ
· คอมพิวเตอร์ช่วยสอน
2. ความพร้อม (Readiness) ได้ก่อให้เกิดนวัตกรรม ได้แก่
· ชุดการเรียนการสอน
· ศูนย์การเรียน
3. เวลาที่ใช้ในการศึกษา นวัตกรรมที่สนองความคิดนี้ ได้แก่
· ตารางเรียนแบบยืดหยุ่น
· มหาวิทยาลัยเปิด
· การเรียนทางไปรษณีย์
4. การขยายตัวด้านวิชาการและอัตราการเพิ่มของประชากร ทำให้เกิดนวัตกรรมในด้านนี้ขึ้น ได้แก่
· ดาวเทียมเพื่อการศึกษา
· มหาวิทยาลัยเปิด
· การศึกษาทางไกล
· การเรียนผ่านอินเตอร์เน็ต

ความสัมพันธ์ระหว่างเทคโนโลยีกับนวัตกรรม
คำว่า นวัตกรรม เป็นคำที่ใช้ควบคู่กับ เทคโนโลยี เสมอๆ ในภาษาอังกฤษใช้คำว่า Innotech ความจริงแล้วนวัตกรรมและเทคโนโลยีนั้นมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดเนื่องจากนวัตกรรมเป็นเรื่องของการคิดค้นหรือการกระทำใหม่ ๆเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นซึ่งอาจจะอยู่ในขั้นของการเสนอความคิดหรือในขั้นของการทดลองอยู่ก็ได้ ยังไม่เป็นที่คุ้นเคยของสังคม ส่วนเทคโนโลยีนั้นมุ่งไปที่การนำสิ่งต่าง ๆรวมทั้งวิธีการเข้ามาประยุกต์ใช้กับการทำงาน หรือแก้ปัญหาให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด ถ้าหากพิจารณาว่านวัตกรรมหรือสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่นี้น่าจะนำมาใช้ การนำเอานวัตกรรมเข้ามาใช้นี้ ก็จัดได้ว่าเป็นเทคโนโลยีด้วย และในการใช้เทคโนโลยีนี้ถ้าเราทำให้เกิดวิธีการหรือสิ่งใหม่ ๆ ขึ้น สิ่งนั้นก็เรียกว่าเป็นนวัตกรรม เราจึงมักเห็นคำ นวัตกรรมและเทคโนโลยี อยู่ควบคู่กันเสมอ



แหล่งข้อมูล http://school.obec.go.th/sup_br3/t_2.htm

วันศุกร์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

นวัตกรรมการเรียนการสอน

.multiply.com/attachment/0/Sdxa7AoKCh8AAF96Qvg1
นวัตกรรมการเรียนการสอน

นวัตกรรมการเรียนการสอน
ในการพัฒนาการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพ และเพื่อให้เกิดประสิทธิผลในบั้นปลายนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่ครู – อาจารย์ จะต้องพยายามค้นคว้าวิธีการใหม่ ๆ ที่ครู – อาจารย์คิดค้นขึ้นในรูปแบบต่าง ๆ นั้น คือ นวัตกรรมทางการศึกษานั้นเอง

ความหมาย
คำจำกัดความของคำว่า “นวัตกรรมทางการศึกษา” จึงหมายถึงสิ่งประดิษฐ์หรือวิธีการใหม่ ๆ หรือปรับปรุงของเก่าให้เหมาะสม โดยมีการทดลองหรือพัฒนาจนเป็นที่น่าเชื่อถือได้ว่าจะมีผลดีในทางปฏิบัติสามารถนำไปใช้ในระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ และถ้าส่งผลงานในลักษณะนี้ต้องมีเอกสารประกอบด้วย

ความสำคัญ
ความสำคัญของนวัตกรรมทางการศึกษา ก็คือ สามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในวงการศึกษาสรุปได้ ดังนี้
1. เพื่อนำนวัตกรรมมาใช้แก้ปัญหาในเรื่องการเรียนการสอน เช่น
1.1 ปัญหาเรื่องวิธีการสอน ปัญหาที่มักพบอยู่เสมอ คือ ครูส่วนใหญ่ยังคง
ยึดรูปแบบการสอนแบบบรรยาย โดยมีครูเป็นศูนย์กลางมากกว่าการสอนในรูปแบบอื่น การสอนด้วยวิธีการแบบนี้เป็นการสอนที่ขาดประสิทธิภาพและประสิทธิผลในบั้นปลาย เพราะนอกจากจะทำให้นักเรียนเกิดความเบื่อหน่าย ขาดความสนใจแล้ว ยังเป็นการปิดกั้นความคิด และสติปัญญาของผู้เรียนให้อยู่ในขอบเขตจำกัดอีกด้วย
1.2 ปัญหาด้านเนื้อหาวิชา บางวิชาเนื้อหามาก และบางวิชามีเนื้อหาเป็น
นามธรรมยากแก่การเข้าใจ จึงจำเป็นจะต้องนำเทคนิคการสอนและสื่อมาช่วย
1.3 ปัญหาเรื่องอุปกรณ์การสอน บางเนื้อหามีสื่อการสอนเป็นจำนวนน้อย
ไม่เพียงพอต่อการนำไปใช้ เพื่อทำให้นักเรียนเกิดความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาวิชาได้ง่ายขึ้นจึงจำเป็นต้องมีการพัฒนาคิดค้นหาเทคนิควิธีการสอน และผลิตสื่อการสอนใหม่ ๆ เพื่อนำมาใช้ทำให้การเรียนการสอนบรรลุเป้าหมายได้
2. เพื่อนำนวัตกรรมไปใช้ในการพัฒนาการเรียนการสอน ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นและเป็นประโยชน์ต่อการศึกษา โดยการนำสิ่งประดิษฐ์หรือแนวความคิดใหม่ ๆ ในการเรียนการสอนนั้นเผยแพร่ไปสู่ครู – อาจารย์ท่านอื่น ๆ หรือเพื่อเป็นตัวอย่างอีกรูปแบบหนึ่งให้กับครู – อาจารย์ที่สอนในวิชาเดียวกัน ได้นำแนวความคิดไปปรับปรุงใช้หรือผลิตสื่อการสอนใหม่ ๆ เพื่อนำมาใช้ในการพัฒนาการเรียนการสอนต่อไป

ขั้นตอน
1. ขั้นเตรียมการและวางแผนในการจัดทำผลงาน จะต้องมีการ
1.1 กำหนดรูปแบบของผลงาน
1.2 กำหนดเป้าหมายและขอบข่ายของเนื้อหาวิชา
1.3 กำหนดเป้าหมายและขอบข่ายของเนื้อหาวิชา
2. ขั้นตอนการจัดทำผลงาน
2.1 นำหลักสูตร เนื้อหา และจุดประสงค์การเรียนรู้ในวิชานั้นเป็นหลักในการจัด
2.2 กำหนดโครงสร้างของผลงาน (ใช้ในภาคเรียนใดและแต่ละเรื่องจะจัดทำสื่อเป็นจำนวนเท่าใดบ้าง)
3. ขั้นทดลองนำผลงานไปใช้ เช่น
3.1 ทดลองกับกลุ่มตัวอย่าง
3.2 ควรมีการวิจัยสื่อที่จะนำไปทดลองใช้ เพื่อวัดประสิทธิภาพของสื่อที่ผลิตขึ้นว่าสามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อผู้เรียน ในด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและเจตคติต่อการเรียนการสอนเพียงใด
3.3 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยนั้น ควรจัดทำให้สามารถวัดผลได้อย่างชัดเจน
4. ขั้นนำผลงานไปใช้
- ควรอธิบายกรรมวิธีในการนำไปใช้ได้อย่างละเอียดและเป็นขั้นตอน
5. ผลของการนำไปใช้
- อธิบายให้เห็นว่าสิ่งประดิษฐ์นั้น สามารถนำไปใช้ในการแก้ปัญหาหรือนำไปเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนได้อย่างไรบ้าง
6. ขั้นการเผยแพร่และสร้างการยอมรับ
- เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันว่าสื่อนวัตกรรมที่ประดิษฐ์ขึ้นนั้น มีประโยชน์อย่างแท้จริงต่อการเรียนการสอน จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการเผยแพร่ เพื่อให้เกิดการยอมรับในวงการศึกษา
ขั้นตอนนี้ ควรอธิบายโดยละเอียดว่า ได้มีการเผยแพร่ที่ใด หรือใน
ลักษณะใดบ้าง โดยอาจแบ่งประเภทให้เห็นชัดเจนว่า
- การเผยแพร่ในโรงเรียน
- การเผยแพร่แก่สาธารณะในวงการศึกษา

รูปแบบนวัตกรรม
นวัตกรรมสามารถจัดทำได้หลายรูปแบบ เช่น
- แผนการสอน
- ชุดการสอน
- คู่มือครู
- บทเรียนสำเร็จรูป
- สไลด์
- ใบความรู้ ทุกรูปแบบต้องมีคู่มือในการใช้สื่อด้วย
- สิ่งประดิษฐ์ต่าง ๆ
- เกม
- ฯลฯ

เทคนิคในการจัดทำ
1. ในการผลิตสื่อการสอน ควรเน้นในเรื่องความประหยัดและให้เกิด
ประโยชน์ในการพัฒนาการเรียนการสอน (ทำจริง – ใช้จริง – มีประโยชน์ต่อนักเรียนจริง)
2. ต้องมีคู่มือในการใช้สื่อและสิ่งประดิษฐ์ที่สามารถให้รายละเอียดในเรื่องต่าง ๆ
- จุดประสงค์ในการสร้างสื่อ
- วัสดุอุปกรณ์และค่าใช้จ่าย
- รูปแบบที่ต้นแบบ
- วิธีการทำ / ผลิต / ประดิษฐ์
- การทดลองใช้ / การปรับปรุงแก้ไข
- ประโยชน์ / การนำไปใช้
- คุณภาพ / ประสิทธิภาพ /
- หลักฐานการนำไปใช้

อ้างอิง : สมเดช สีแสง และคณะ. 2543.ปฏิรูปการเรียนรู้สู่การพัฒนาวิชาชีพครูตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ. นครสวรรค์ : ริมปิง


.multiply.com/attachment/0/Sdxa7AoKCh8AAF96Qvg1

ความคิดเกี่ยวกับนวัตกรรม

ศูนย์นวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษา
ศูนย์นวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษา (The Center for Educational Innovation and Technology) โดยมีชื่อย่อว่า "CEIT" อ่านออกเสียงว่า "ซี-อิฐ" ดังคำสุภาษิตที่ว่า "รากฐานของตึกคืออิฐ รากฐานของชีวิตคือการศึกษา" เช่นเดียวกันกับ CEIT ซึ่งจะเป็นรากฐานของการพัฒนานวัตกรรมการศึกษา ให้กับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี
ศูนย์นวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษา เป็นหน่วยงานของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ที่ส่งเสริมสนับสนุนการเรียนการสอน เพื่อก้าวสู่สังคมการเรียนรู้ โดยให้มีบทบาทและหน้าที่ดังต่อไปนี้
♦ เพื่อเป็นแหล่งผลิตและพัฒนานวัตกรรมสื่อสนับสนุนการเรียนการสอน ♦ เพื่อพัฒนาระบบการเรียนการสอนโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ♦ เพื่อสนับสนุนและประสานงานด้านการวิจัยและพัฒนาด้านนวัตกรรมสื่อการเรียนการสอน ♦ เพื่อรองรับการเรียนการสอนหลักสูตรวิทยาการสารสนเทศ โดยใช้เป็นห้องปฏิบัติการฝึกประสบการณ์ขั้นสูงสำหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 3-4 ♦ เพื่อผลิตสื่อประชาสัมพันธ์มหาวิทยาลัยในทุกรูปแบบ ♦ เพื่อบริการผลิตสื่อแก่หน่วยงานภายนอก

http://ceit.sut.ac.th/ceit/


นวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษา
รองศาสตราจารย์ ดร.นิคม ทองแดง*
และรอดทางจิตภาพ เมื่อรอดแล้วก็สามารถสร้างสรรค์และสั่งสมระบบความคิด ระบบความรู้ และระบบค่านิยม พอกพูนขึ้นในแต่ละสังคม สิ่งที่สังคมโลกทราบกันดีก็คือ ระบบความรู้ที่เรียกว่า วิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นความรู้ตามข้อเท็จจริงตามธรรมชาติ เมื่อรู้ข้อเท็จจริงหรือแบบแผนตามธรรมชาติแล้ว มนุษย์ก็นำมาสร้างสรรค์สารานุกรมวิชาชีพครูเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ พรรษา หน้า ๑๙๙–๒๐๗
ตามเส้นทางพัฒนาการของสังคมมนุษย์อันยาวนาน มีสิ่งที่มีบทบาทเกี่ยวข้องและพึ่งพาอาศัยกันและกันตลอดเวลามิได้ขาด คือ (๑)วิทยาการ (๒)เทคโนโลยี (๓)การศึกษา วิทยาการนั้นเป็นผลพวงของการดิ้นรนเพื่อรักษาชีวิตให้รอด หมายถึง รอดทางกายภาพดัดแปลงให้เป็นวัสดุอุปกรณ์ และวิธีการใหม่ๆ (นวัตกรรม) เมื่อนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อตนเองและสังคมจนเป็นที่ยอมรับกันแล้วก็เรียกว่า เทคโนโลยี เทคโนโลยีเหล่านี้จะต้องมีการถ่ายทอดจากบุคคลสู่บุคคล จากรุ่นสู่รุ่นสังคมมนุษย์จึงจะสามารถสืบทอดและรักษานวัตกรรมและเทคโนโลยีเหล่านี้ให้เป็นมรดกตกทอดสู่สังคมรุ่นต่อๆมาได้ กระบวนการถ่ายทอดนี้ เรียกว่า การศึกษา เมื่อการศึกษามีประสิทธิภาพก็จะเป็ฯผลให้สังคมมีขีดความสามารถในการค้นพบวิทยาการใหม่เพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ วัสดุ อุปกรณ์ และวิธีการต่างๆ ที่นำมาใช้เพื่อการศึกษา เรียกว่า “นวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษา”๑. ความหมายของนวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษา ๑.๑ นวัตกรรมการศึกษา (Educational Innovation) หมายถึง สิ่งที่ประยุกต์สร้างสรรค์ ดัดแปลง และคิดขึ้นมาใหม่ ซึ่งครอบคลุม แนวคิด หลักปฏิบัติ ระบบ กระบวนการ ที่นำมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ หรือใช้ให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ในการบริหาร วิชาการ และการบริการทางการศึกษา๑.๒ เทคโนโลยีการศึกษา (Educational Technology) คำว่าเทคโนโลยีมีรากศัพท์มาจากภาษาลาติน คือ Techno + Logos หมายถึง ศาสตร์แห่งวิธีการ หรือ วิทยาศาสตร์ทางเทคนิควิธี เมื่อนำมาใช้ในคำศัพท์ว่า “เทคโนโลยี” จึงหมายถึงวิทยาศาสตร์ประยุกต์ หรือการประยุกต์วิทยาศาสตร์มาเป็นวัสดุ อุปกรณ์ และวิธีการต่างๆ เพื่อใช้ในการดำรงชีวิตของบุคคล และสังคม ๑.๓ นวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษา (Innovation and Educational Technology) หมายถึง วัสดุ อุปกรณ์ และวิธีการต่างๆ ที่ได้ประยุกต์และสร้างสรรค์ขึ้นมาอย่างเป็นระบบจากวิทยาการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา และได้ผ่านกระบวนการทดสอบและทดลองจนเป็นที่ยอมรับขององค์กร
๒. พัฒนาการของนวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษา ๒.๑ ระยะที่ใช้ผลิตผลทางวิทยาศาสตร์ กายภาพและวิศวกรรมศาสตร์ การศึกษาในยุคต้นๆ เป็นการศึกษาวิธีธรรมชาติ คือ เป็นวิธีการถ่ายทอดโดยตรงจากพ่อแม่สู่ลูก จากผู้ใหญ่สู่เยาวชน โดยวิธีฝึกหัดจากการปฏิบัติจริง เป็นต้น ต่อมาในยุคการค้าอุตสาหกรรมและวิศวกรรมศาสตร์ได้เจริญพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้มีผลิตผลจากการประยุกต์ศาสตร์เหล่านี้ขึ้นมามากมาย เช่น เทคโนโลยีการพิมพ์ การถ่ายภาพนิ่ง ภาพยนตร์ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ เป็นต้น ประกอบกับสังคมมีความจำเป็นที่จะต้องฝึกเยาชนจำนวนมากให้มีความรู้และความชำนาญเหมือนๆกัน ซึ่งเป็นระบบที่ผู้สอนคนหนึ่งจะต้องรับผิดชอบต่อการสอนผู้เรียนจำนวนมาก การนำวัสดุและอุปกรณ์จากผลผลิตทางเทคโนโลยีอุตสาหกรรมาใช้เป็นเครื่งช่วยในการถ่ายทอดประสบการณ์ในชั้นเรียน จึงเป็นช่องทางที่จะทำให้การศึกษาดำเนินไปได้ประสิทธิภาพ อย่างมี ๒.๒ ระยะยึดพฤติกรรมศาสตร์เป็นหลัก วิทยาการต่างๆของโลกได้พัฒนาขึ้นมาอย่างรวดเร็วมากนับจากยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ เป็นต้นมา เป็นผลให้การเรียนการสอนในช่วงเวลานี้ แม้ผู้สอนจะใช้เครื่องมือโสตทัศนศึกษาต่างๆ เข้าช่วยก็ไม่อาจครอบคลุมเนื้อหาสาระได้ทันกับการเปลี่ยนแปลงและเพิ่มขึ้นมาใหม่ได้ ดังนั้นวิธีทางการศึกษาในระยะนี้จึงมีการเปลี่ยนแปลงมาเน้นการวางแผนทางการศึกษาโดยคำนึงถึงข้อมูลป้อนเข้า(Input) กระบวนการ(Process) และผลลัพธ์ที่ต้องการ(Output) ให้มีความสอดคล้องกับหลักการของกลุ่มพฤติกรรมศาสตร์ แล้วเลือกนำเสนอโดยสื่อทัศนูปกรณ์ที่เหมาะสมกับแต่ละขั้นตอนให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด แนวปฏิบัติในการวางแผนทางการศึกษานี้ ทำให้เกิดวิธีระบบ (Systems Approach) ขึ้น๒.๓ ระยะที่ใช้วิทยาการการจัดระบบเป็นหลัก ช่วงเวลานี้เป็นระยะเชื่อมต่อระหว่างสังคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่มาสู่ระบบสังคมข่าวสาร ซึ่งเป็นสังคมที่มีระบบสารสนเทศเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ สังคมโลกสามารถประสานสัมพันธ์ และดำเนินกิจการทุกอย่างร่วมกันได้อย่างไร้พรมแดน
๓. ขอบข่ายของนวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษานวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษา ได้พัฒนามาจนถึงยุคสังคมข่าวสารในปัจจุบัน ทำให้เกิดขอบข่ายภาระและหน้าที่ของบุคลากรทางการศึกษาที่เรียกชื่อว่า นักโสตทัศนศึกษา นักเทคโนโลยีการศึกษา นักนวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษา หรือ นักเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา มีขอบข่ายครอบคลุม ๗ ด้าน ได้แก่ (๑) นวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านการจัดและออกแบบระบบ (๒) นวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านวิธีการทางการศึกษา (๓) นวัตกรรมและเทคโนโลยีด้นพฤติกรรมการศึกษา (๔) นวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านสารสนเทศและสื่อการศึกษา (๕) นวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านการจัดการศึกษา (๖) นวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านการจัดสภาพแวดล้อมทางการศึกษา (๗) นวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านการประเมินทางการศึกษานวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษา เป็นปัจจัยสำคัญอย่ายิ่งที่จะทำให้เกิดการพัฒนาก้าวหน้าไปสู่สิ่งที่ดีกว่า เพราะนวัตกรรมเป็นเรื่องของการคิดค้นหรือการกระทำใหม่ ๆ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น ส่วนเทคโนโลยีเป็นการนำเอาสิ่งต่างๆ รวมทั้งวิธีการเข้ามาประยุกต์ใช้กับการทำงานหรือแก้ปัญหาให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด สถานศึกษาจึงควรส่งเสริมให้มีการวิจัยและพัฒนาการผลิต การพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา รวมทั้งมีการติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลเพื่อให้เกิดการใช้ที่คุ้มค่า เหมาะสมกับกระบวนการเรียนรู้ของคนไทย

*Ph.D (Ed. Tech. In Sci. Ed.) มหาวิทยาลัยฮิโรชิมา ญี่ปุ่น เคยเป็นผู้อำนวยการสำนักวิชาการ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) ปัจจุบันเป็นข้าราชการบำนาญ
แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Thursday, 26 June 2008 )





The TIP (Technology Integration Process) Action Model คือแนวคิดในการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อบูรณาการในการฝึกหัดครู
Vision

TIP Action Model มีองค์ประกอบ 3 ส่วนคือ
วิสัยทัศน์ (Vision) หมายถึง การกำหนดเป้าหมายเพื่อบูรณาการเทคโนโลยีในหลักสูตรของครูในโรงเรียนและนักศึกษาครู
การสนับสนุนเงินทุน และทรัพยาการ (Foundational Support and Resources) ประกอบด้วยส่วนประกอบย่อย 6 ประการคือ
เครื่องมือ สิ่งแวดล้อมและกระบวนการ, ความคาดหมายและผลย้อนกลับ, รางวัล การรับรอง และการส่งเสริม, แรงจูงใจและความตั้งใจของตนเอง, ความสามารถในการปฏิบัติงาน, และ ความรู้และทักษะ
กิจกรรม (Action) หมายถึง การดำเนินการเพื่อสร้างครูที่มีความสามารถในการใช้เทคโนโลยี ประกอบด้วย 5 กิจกรรมคือ
การออกแบบ, การพัฒนา, การนำไปใช้, การวิจัย และ การประเมินผล